
Safety Jogger เป็นแบรนด์รองเท้าเซฟตี้ที่มีตัวเลือกครอบคลุมตั้งแต่งานโรงงาน คลังสินค้า ไปจนถึงงานก่อสร้าง จุดที่ควรพิจารณาไม่ใช่เพียงชื่อแบรนด์ แต่คือมาตรฐานความปลอดภัย วัสดุหัวรองเท้า การป้องกันการเจาะทะลุ การยึดเกาะพื้น และคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละรุ่น หากเลือกรุ่นตรงกับความเสี่ยงของหน้างาน ก็ช่วยให้ได้ทั้งการป้องกันและความสบายที่เหมาะกับการใช้งานจริง สำหรับผู้ที่กำลังเปรียบเทียบรองเท้าเซฟตี้ควรเริ่มจากลักษณะงานและความเสี่ยงก่อนดูดีไซน์หรือราคา เพราะรองเท้าที่เหมาะกับคลังสินค้าอาจไม่ใช่ตัวเลือกเดียวกับงานก่อสร้าง งานพื้นที่เปียก หรืองานที่มีความเสี่ยงด้านไฟฟ้า
Safety Jogger คือแบรนด์อะไร ทำไมจึงเป็นที่รู้จักในกลุ่มรองเท้าเซฟตี้
Safety Jogger เป็นแบรนด์ในเครือ Cortina จากประเทศเบลเยียม โดย Cortina มีประสบการณ์ด้านการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายรองเท้ามากกว่า 70 ปี ส่วนแบรนด์ Safety Jogger ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 และพัฒนาสินค้าด้านความปลอดภัยสำหรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะรองเท้านิรภัย แต่ยังครอบคลุมอุปกรณ์ PPE หลายประเภท หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้รองเท้า Safety Jogger มีรุ่นให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย คือการออกแบบสินค้าให้รองรับความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแรงกระแทกบริเวณปลายเท้า การป้องกันของแหลมคมแทงทะลุพื้นรองเท้า การกันลื่น หรือคุณสมบัติเฉพาะทางในบางรุ่น
ตัวอย่างเช่น รุ่น X0600 ใช้หัวเหล็กที่ระบุการรับแรงกระแทก 200 จูล มีแผ่นเหล็กป้องกันการเจาะทะลุ และมาตรฐาน S3 ขณะที่ X1100N เป็นรองเท้าปราศจากโลหะ ใช้หัว Composite และแผ่น SJ Flex พร้อมมาตรฐาน EN ISO 20345:2022+A1:2024 แสดงให้เห็นว่าแต่ละรุ่นถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานต่างกัน
ดังนั้นหากถามว่า Safety Jogger ดีไหม คำตอบคือ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับงานที่ต้องใช้รองเท้านิรภัย แต่ต้องเลือกรุ่นและมาตรฐานให้ตรงกับความเสี่ยงของงาน ไม่ควรตัดสินจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว
จุดเด่นของรองเท้า Safety Jogger ที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อ
จุดเด่นสำคัญคือมีรองเท้าหลายระดับและหลายคุณสมบัติ ทำให้สามารถเลือกให้เหมาะกับหน้างานได้มากกว่าการใช้รองเท้ารุ่นเดียวกับพนักงานทุกตำแหน่ง
1. มีทั้งหัวเหล็กและหัว Composite
หัวรองเท้านิรภัยทำหน้าที่ลดความเสี่ยงจากวัตถุตก กระแทก หรือกดทับบริเวณปลายเท้า Safety Jogger มีทั้งรุ่นหัวเหล็ก เช่น X0600 และรุ่นหัว Composite เช่น X1100N จึงสามารถเลือกวัสดุให้เหมาะกับข้อกำหนดและสภาพแวดล้อมของงานได้
2. มีรุ่นที่ป้องกันการเจาะทะลุ
งานก่อสร้าง งานซ่อมบำรุง และพื้นที่ที่อาจมีตะปู เศษโลหะ หรือวัสดุแหลมคม ควรพิจารณารองเท้าที่มีชั้นป้องกันการเจาะทะลุ โดย Safety Jogger มีทั้งรุ่นที่ใช้แผ่นเหล็กและวัสดุป้องกันการเจาะทะลุแบบไม่ใช้โลหะ ขึ้นอยู่กับรุ่นสินค้า
3. มีคุณสมบัติแตกต่างตามสภาพหน้างาน
รองเท้าเซฟตี้บางรุ่นไม่ได้มีเพียงหัวนิรภัย แต่เพิ่มคุณสมบัติอื่นตามลักษณะการใช้งาน เช่น
- การยึดเกาะและลดความเสี่ยงจากการลื่น
- การป้องกันการเจาะทะลุ
- คุณสมบัติต้านทานไฟฟ้าสถิตในบางรุ่น
- คุณสมบัติกันน้ำหรือทนน้ำตามมาตรฐานของแต่ละรุ่น
- รุ่นเฉพาะสำหรับความเสี่ยงด้านไฟฟ้า เช่น Mars-EH ที่ระบุคุณสมบัติ Electrical Hazard
จึงไม่ควรสรุปว่ารองเท้า Safety Jogger ทุกคู่มีคุณสมบัติเหมือนกัน แต่ควรตรวจสอบ Specification และมาตรฐานของรุ่นนั้นโดยตรงก่อนสั่งซื้อ
ผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบรุ่นสามารถดู รองเท้า Safety Jogger หลายรุ่นควบคู่กับรายละเอียดมาตรฐานและคุณสมบัติ เพื่อเลือกให้ตรงกับหน้างานมากที่สุด
วิธีเลือกรองเท้า Safety Jogger ให้เหมาะกับงาน
การเลือกรองเท้าเซฟตี้ที่ดีควรเริ่มจาก Risk Assessment หรือความเสี่ยงจริงของพื้นที่ทำงาน แล้วจึงเลือกรุ่นที่มีคุณสมบัติรองรับ ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่ารุ่นไหนดีที่สุด เพราะไม่มีรองเท้ารุ่นเดียวที่เหมาะกับทุกงาน
งานโรงงานและสายการผลิต
หากต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน ควรพิจารณาทั้งมาตรฐานความปลอดภัย น้ำหนัก ความกระชับ และพื้นรองเท้า โดยดูว่าพื้นที่มีความเสี่ยงจากของตก ของแหลม พื้นลื่น หรือไฟฟ้าสถิตเพิ่มเติมหรือไม่
งานก่อสร้างและซ่อมบำรุง
ควรให้ความสำคัญกับหัวรองเท้านิรภัยและการป้องกันการเจาะทะลุ เนื่องจากพื้นที่อาจมีเศษวัสดุ ตะปู หรือของหนัก รวมถึงพิจารณาการยึดเกาะของพื้นรองเท้าให้เหมาะกับสภาพหน้างาน
งานคลังสินค้าและโลจิสติกส์
งานประเภทนี้มักมีการเดินจำนวนมาก จึงควรพิจารณาความสบายควบคู่กับการป้องกันแรงกระแทก หากพื้นที่ไม่ได้มีความเสี่ยงหนักมาก การเลือกรุ่นที่น้ำหนักและรูปทรงเหมาะกับการเคลื่อนไหวอาจช่วยให้สวมใส่ทำงานตลอดวันได้คล่องตัวขึ้น
งานที่มีความเสี่ยงเฉพาะทาง
หากเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า สารเคมี ความร้อน หรือสภาพแวดล้อมเฉพาะ ไม่ควรเลือกจากคำว่า Safety Shoes เพียงอย่างเดียว ต้องตรวจสอบมาตรฐานและข้อจำกัดของรองเท้าแต่ละรุ่นให้ตรงกับ Hazard ของงานนั้นโดยเฉพาะ
ก่อนสั่งรองเท้า Safety สำหรับพนักงานจำนวนมาก จึงควรรวบรวมข้อมูลอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ ลักษณะงาน ความเสี่ยงหลัก และจำนวนชั่วโมงที่ต้องสวมใส่ต่อวัน แล้วจึงคัดรุ่นที่มีมาตรฐานตรงตามข้อกำหนด





